top of page
Search

วิธีเก็บข้อมูลลูกค้าโรงแรมและที่พัก: ดึงแขกให้จองตรงกับเรา แทนที่จะจ่ายค่าคอมให้ OTA ทุกครั้ง

Writer: g2bwebsiteteam
g2bwebsiteteam
Aug 14
1 min read

ธุรกิจโรงแรมและที่พักมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่เจ็บปวดครับ นั่นคือแขกส่วนใหญ่มาจากแพลตฟอร์มจองที่พัก ซึ่งแปลว่าทุกครั้งที่มีคนเข้าพัก คุณจ่ายค่าคอมมิชชันเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยของรายได้ และที่แย่กว่านั้นคือความสัมพันธ์กับแขกคนนั้นเป็นของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ของคุณ ครั้งหน้าที่เขาจะมาเที่ยวอีก เขาก็เปิดแอปเดิมและอาจเจอที่พักอื่นที่ลดราคาแรงกว่า


ในฐานะที่ปรึกษาการตลาด ผมมองว่าทางออกไม่ใช่การเลิกใช้แพลตฟอร์ม เพราะมันยังเป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ที่ทรงพลัง แต่คือการเปลี่ยนแขกที่ได้มาจากแพลตฟอร์มให้กลายเป็น "ลูกค้าของเรา" ให้ได้ก่อนที่เขาจะเช็คเอาต์ครับ เพราะช่วงเวลาที่แขกอยู่ในที่พักคือช่วงเดียวที่คุณมีสิทธิ์คุยกับเขาโดยตรงโดยไม่มีตัวกลาง


บทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ เจ้าของโรงแรม รีสอร์ต และที่พักขนาดเล็กมาดูวิธีเก็บข้อมูลแขกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่จังหวะที่เก็บได้ตามธรรมชาติ ข้อมูลที่ควรบันทึกซึ่งไม่ใช่แค่ชื่อกับเบอร์ ไปจนถึงวิธีดึงให้แขกกลับมาจองตรงในครั้งถัดไปโดยไม่ผิดเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม

📌 ความหมาย

การเก็บข้อมูลลูกค้าโรงแรมและที่พักมีจังหวะสำคัญ 3 จุด คือ ตอนเช็คอินที่ต้องกรอกข้อมูลอยู่แล้ว ระหว่างเข้าพักที่สังเกตความชอบได้ และตอนเช็คเอาต์ที่ขอความเห็นและเสนอสิทธิพิเศษได้ ข้อมูลที่ควรบันทึกได้แก่ ช่องทางติดต่อ วัตถุประสงค์การเดินทาง ความชอบเฉพาะ เช่น ประเภทห้องและอาหารเช้า และโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิดหรือวันครบรอบ เพื่อนำไปใช้เสนอการจองตรงในครั้งถัดไปซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม


สามจังหวะทองในการเก็บข้อมูลแขก


จังหวะแรกคือตอนเช็คอินครับ ซึ่งเป็นจังหวะที่แขกต้องให้ข้อมูลอยู่แล้วตามกฎหมาย สิ่งที่ควรทำเพิ่มคือใช้โอกาสนี้ขอช่องทางติดต่อโดยตรงพร้อมเหตุผลที่ชัดเจน เช่น ขอไลน์หรืออีเมลไว้ส่งข้อมูลที่พักและติดต่อระหว่างเข้าพัก และเพิ่มช่องให้แขกยินยอมรับข่าวสารและสิทธิพิเศษในอนาคต ซึ่งเป็นการขอที่สมเหตุสมผลและแขกส่วนใหญ่ยินดี


จังหวะที่สองคือระหว่างเข้าพัก ซึ่งเป็นช่วงที่เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพได้ดีที่สุดครับ พนักงานสังเกตและบันทึกได้ว่าแขกคนนี้มากับใคร มาเพื่ออะไร ชอบห้องแบบไหน แพ้อาหารอะไร ขอหมอนเพิ่มไหม ข้อมูลเล็กๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ครั้งหน้าคุณเตรียมพร้อมได้ก่อนแขกจะขอ ซึ่งสร้างความประทับใจที่แพลตฟอร์มให้ไม่ได้


จังหวะที่สามคือตอนเช็คเอาต์และหลังเช็คเอาต์ครับ ตอนเช็คเอาต์เป็นจังหวะที่แขกกำลังสรุปความรู้สึกรวมของทริป การขอความเห็นและเสนอสิทธิพิเศษสำหรับการกลับมาครั้งหน้าจึงลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ส่วนช่วงหลังเช็คเอาต์หนึ่งถึงสองวัน เป็นจังหวะที่ดีในการส่งข้อความขอบคุณพร้อมขอรีวิว ซึ่งได้ทั้งความสัมพันธ์และ Social Proof ไปพร้อมกัน


บันทึกอะไรบ้าง: ข้อมูลที่ทำให้ครั้งหน้าประทับใจกว่าครั้งแรก


ข้อมูลพื้นฐานอย่างชื่อและช่องทางติดต่อเป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงคือข้อมูลสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือวัตถุประสงค์การเดินทาง เพราะแขกที่มาทำงานต้องการสิ่งที่ต่างจากแขกที่มาพักผ่อนกับครอบครัวโดยสิ้นเชิง ทั้งประเภทห้อง เวลาเช็คอิน และบริการที่ให้ความสำคัญ


กลุ่มที่สองคือความชอบเฉพาะบุคคล เช่น ชอบห้องชั้นสูงหรือชั้นล่าง ชอบเตียงเดี่ยวหรือเตียงคู่ ทานอาหารเช้าแบบไหน มีข้อจำกัดด้านอาหารไหม ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ครั้งหน้าที่แขกกลับมา คุณจัดห้องที่ตรงใจได้ตั้งแต่ก่อนเขาขอ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนรู้สึกว่า "ที่นี่จำเราได้" และเป็นเหตุผลที่แข็งแรงกว่าส่วนลดในการเลือกกลับมา


กลุ่มที่สามคือโอกาสพิเศษ เช่น มาฉลองวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน หรือฮันนีมูน ข้อมูลนี้นอกจากใช้ดูแลในครั้งนั้นแล้ว ยังใช้ติดต่อกลับในปีถัดไปได้ด้วย เช่น ส่งข้อความอวยพรครบรอบพร้อมข้อเสนอพิเศษ ซึ่งเป็นการตลาดที่ตรงจังหวะชีวิตของลูกค้าและมีอัตราตอบสนองสูงมาก โดยที่คู่แข่งไม่มีทางรู้ข้อมูลนี้เลย


ดึงแขกกลับมาจองตรง: ทำยังไงให้คุ้มกว่าและไม่ผิดกติกา


หัวใจของการดึงให้จองตรงคือต้องให้เหตุผลที่มากกว่าราคาครับ เพราะการแข่งราคากับแพลตฟอร์มโดยตรงมักติดเงื่อนไขความเท่าเทียมของราคาที่ระบุในสัญญากับแพลตฟอร์ม ซึ่งควรตรวจสอบเงื่อนไขที่คุณเซ็นไว้ให้ชัดก่อนเสมอ สิ่งที่ทำได้ปลอดภัยกว่าคือการเสนอ "คุณค่าเพิ่ม" ที่ไม่ใช่การลดราคาห้อง เช่น อัปเกรดห้องเมื่อว่าง เช็คเอาต์สาย อาหารเช้าเพิ่ม หรือบริการรับส่ง


กลไกที่ได้ผลอีกอย่างคือโปรแกรมสำหรับแขกที่เคยพักครับ เมื่อคุณมีฐานข้อมูลแขกเก่าแล้ว การส่งข้อเสนอเฉพาะกลุ่มนี้ในช่วงที่ห้องว่างเยอะ เช่น นอกฤดูท่องเที่ยวหรือวันธรรมดา เป็นการเติมห้องว่างด้วยต้นทุนต่ำมาก เพราะไม่มีค่าคอมมิชชันและไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาหาคนใหม่ ห้องที่ปล่อยว่างไม่สร้างรายได้เลยอยู่แล้ว การเติมได้แม้ราคาไม่เต็มก็ยังดีกว่าปล่อยว่าง


สิ่งที่ต้องระวังคือความสัมพันธ์กับแพลตฟอร์มครับ แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีนโยบายห้ามชักชวนให้แขกจองตรงระหว่างที่ยังอยู่ในกระบวนการจองผ่านแพลตฟอร์ม การสื่อสารเรื่องการจองตรงจึงควรทำหลังจากที่แขกเข้าพักและกลายเป็นลูกค้าของคุณแล้ว ผ่านช่องทางของคุณเองที่แขกยินยอมให้ไว้ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ปลอดภัยกว่าและควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาที่ทำไว้ประกอบด้วยเสมอ


สรุป Key Takeaways


1. เก็บข้อมูลใน 3 จังหวะ: เช็คอินที่ต้องกรอกอยู่แล้ว ระหว่างเข้าพักที่สังเกตความชอบได้ และเช็คเอาต์ที่ขอความเห็นและเสนอสิทธิพิเศษ


2. บันทึกวัตถุประสงค์การเดินทางและความชอบเฉพาะ: เพราะแขกที่มาทำงานต้องการคนละอย่างกับแขกที่มาพักผ่อน และการจำได้ทำให้ครั้งหน้าประทับใจกว่าครั้งแรก


3. เก็บโอกาสพิเศษ เช่น วันครบรอบ: ใช้ติดต่อกลับในปีถัดไปพร้อมข้อเสนอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่คู่แข่งไม่มีทางรู้


4. ดึงจองตรงด้วยคุณค่าเพิ่ม ไม่ใช่ลดราคา: อัปเกรดห้อง เช็คเอาต์สาย อาหารเช้า และควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญากับแพลตฟอร์มก่อนเสมอ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


Q: ที่พักขนาดเล็กที่ไม่มีระบบ PMS จะเก็บข้อมูลแขกยังไง?

A: เริ่มจาก Spreadsheet ที่บันทึกข้อมูลจากใบลงทะเบียนเข้าพัก ได้แก่ ชื่อ ช่องทางติดต่อ วันที่เข้าพัก ประเภทห้อง วัตถุประสงค์การเดินทาง และหมายเหตุความชอบ ให้คนหน้าเคาน์เตอร์คีย์ตอนเช็คเอาต์ทุกวัน เมื่อสะสมไปสักระยะจะมีฐานข้อมูลแขกเก่าที่ใช้ทำแคมเปญได้ โดยไม่ต้องลงทุนระบบตั้งแต่แรก


Q: ขอข้อมูลติดต่อแขกที่จองผ่านแพลตฟอร์มได้ไหม?

A: โดยทั่วไปขอได้เมื่อแขกมาถึงที่พักแล้ว เพราะเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการให้บริการระหว่างเข้าพัก แต่ควรแจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดและขอความยินยอมแยกสำหรับการส่งข่าวสารการตลาดในอนาคต ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญากับแพลตฟอร์มที่คุณใช้อยู่ด้วย เพราะแต่ละรายมีข้อกำหนดเรื่องการติดต่อแขกที่ต่างกัน


Q: ควรส่งข้อความหาแขกเก่าบ่อยแค่ไหน?

A: สำหรับธุรกิจที่พักที่แขกไม่ได้กลับมาบ่อย การส่งถี่เกินไปจะกลายเป็นการรบกวน ความถี่ที่เหมาะสมมักอยู่ที่ไม่กี่ครั้งต่อปี โดยเลือกจังหวะที่มีความหมาย เช่น ช่วงใกล้วันครบรอบที่เขาเคยมาพัก ช่วงเทศกาลที่คนวางแผนเที่ยว หรือช่วงที่มีโปรโมชันนอกฤดูจริงๆ คุณภาพของจังหวะสำคัญกว่าจำนวนครั้ง


Q: แขกที่มาครั้งเดียวแล้วไม่กลับมา ยังควรเก็บข้อมูลไว้ไหม?

A: ควรเก็บครับ เพราะธุรกิจที่พักมีรอบการกลับมาที่ยาวมากโดยธรรมชาติ แขกอาจกลับมาในอีกสองสามปีเมื่อมาเที่ยวพื้นที่นั้นอีกครั้ง การมีฐานข้อมูลทำให้คุณติดต่อได้ในจังหวะที่เหมาะสม เช่น ช่วงเทศกาลหรือเมื่อมีโปรโมชันพิเศษ ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าการหาแขกใหม่ผ่านแพลตฟอร์มมาก


บทสรุป


ธุรกิจที่พักที่พึ่งแพลตฟอร์มอย่างเดียวคือธุรกิจที่เช่าลูกค้ามาใช้ครั้งต่อครั้งครับ ในขณะที่ธุรกิจที่เก็บข้อมูลแขกอย่างเป็นระบบกำลังสะสมสินทรัพย์ที่ใช้ได้ตลอดไป ความจริงคือคุณไม่จำเป็นต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ใช้แพลตฟอร์มหาแขกใหม่ต่อไป แต่ต้องไม่ปล่อยให้แขกที่มาถึงหน้าประตูแล้วจากไปโดยไม่ทิ้งช่องทางติดต่อไว้เลย


คำถามที่ผมอยากฝากไว้คือ ในแขกทั้งหมดที่เข้าพักกับคุณปีที่แล้ว คุณติดต่อกลับไปหาได้กี่เปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องผ่านแพลตฟอร์ม? ถ้าตัวเลขนั้นต่ำ แปลว่าทุกคนที่เดินเข้ามาคือลูกค้าที่คุณจ่ายเงินซื้อมาแล้วปล่อยให้หลุดมือไปครับ และการเริ่มเก็บช่องทางติดต่อตั้งแต่แขกคนถัดไป คือจุดเริ่มต้นของการลดค่าคอมมิชชันในระยะยาว

🚀 ต้องการความช่วยเหลือ?

อยากวางระบบเก็บข้อมูลแขกและแคมเปญดึงกลับมาจองตรง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มในระยะยาว? ปรึกษาทีม Subpayanunt ฟรีที่ subpayanunt.com


 
 
 

Comments


บริษัท ทรัพยนันต์ จำกัด 
476 ชั้น 2 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
bottom of page