Trade Marketing คืออะไร และทำไมมันถึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ใหญ่ทำแล้วไม่บอกใคร
- g2bwebsiteteam

- Jul 6
- 2 min read

ลองสังเกตนะครับ ครั้งต่อไปที่คุณเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต สังเกตว่าสินค้าบางแบรนด์อยู่ในระดับสายตาเสมอ บางแบรนด์อยู่ตรงหัวชั้นวาง End Cap ที่คนเดินผ่านมากที่สุด และบางแบรนด์มีป้ายราคาสีแดงหรือ Wobblers ที่ดึงดูดสายตาตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ นั่นคือผลลัพธ์ของ Trade Marketing Strategy ที่แบรนด์ใหญ่ลงทุนไปมหาศาล
แต่สำหรับ SME หรือแบรนด์ที่เพิ่งเข้า Modern Trade ใหม่ๆ Trade Marketing มักเป็นสิ่งที่ "รู้ว่ามีอยู่" แต่ "ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง" และที่แย่กว่านั้นคือบางแบรนด์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Trade Marketing Budget นั้นคิดเป็น 15-25% ของยอดขายใน Modern Trade ของแบรนด์ใหญ่ระดับ Multinational ครับ
บทความนี้ผมจะอธิบายให้ชัดว่า Trade Marketing คืออะไร ต่างจาก Consumer Marketing ยังไง และ Framework ที่ใช้ได้จริงสำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มขายใน Modern Trade ครับ
📌 ความหมาย Trade Marketing คือกิจกรรมการตลาดที่มุ่งเป้าไปที่ช่องทางการขาย (Trade Channel) เช่น Distributor, Retailer และร้านค้า ก่อนที่สินค้าจะถึงมือผู้บริโภค เป้าหมายคือการได้มาซึ่งพื้นที่ชั้นวาง (Shelf Space), การสนับสนุนจาก Trade Partner และการเพิ่ม Visibility ของสินค้า ณ จุดขาย |
Trade Marketing ต่างจาก Consumer Marketing ยังไง
นี่คือความสับสนที่พบบ่อยมากครับ พูดง่ายๆ คือ Consumer Marketing คือการทำให้ผู้บริโภค "อยากซื้อ" ในขณะที่ Trade Marketing คือการทำให้ร้านค้า "อยากขาย" สินค้าคุณครับ
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ คุณลงทุนทำ TV Commercial หรือ Social Media Ad เพื่อให้คนรู้จักสินค้า ผู้บริโภคเห็น Ad แล้วอยากซื้อ แต่พอเดินเข้าร้านไม่เจอสินค้าของคุณ หรือเจอแต่อยู่ชั้นล่างสุดที่ต้องก้มมองถึงจะเห็น โอกาสที่เขาจะซื้อลดลงทันทีครับ
นั่นคือช่องว่างที่ Trade Marketing ต้องปิดครับ Trade Marketing ทำงานก่อนผู้บริโภคจะเดินเข้าร้าน ตั้งแต่การเจรจาขอพื้นที่ชั้นวางที่ดี การจ้าง Merchandiser ไปจัด Display สินค้าให้โดดเด่น ไปจนถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้า
จากการศึกษาของ Nielsen (2023) พบว่า 76% ของการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG เกิดขึ้น ณ จุดขาย ไม่ใช่จาก Ad ที่เห็นก่อนหน้านั้น ดังนั้น In-store Execution จึงมีผลต่อยอดขายมากกว่าที่หลายคนคิดครับ
5 เครื่องมือ Trade Marketing ที่ทุกแบรนด์ FMCG ต้องรู้จัก
เครื่องมือแรกและสำคัญที่สุดคือ Shelf Management ซึ่งรวมถึงการ Negotiate Shelf Space ให้ได้ Eye Level (ระดับสายตา), จำนวน Facings ที่เพียงพอ และการออกแบบ Planogram ที่ทำให้สินค้าโดดเด่นใน Category ครับ
เครื่องมือที่สองคือ Trade Promotion หรือโปรโมชั่นที่ทำกับร้านค้าโดยตรง ซึ่งต่างจาก Consumer Promotion ที่ทำกับผู้บริโภค เช่น Volume Rebate ให้กับ Distributor เมื่อซื้อเกินยอดที่กำหนด หรือ Listing Deal ที่ให้ส่วนลดพิเศษเมื่อร้านค้า List สินค้าใหม่
เครื่องมือที่สามคือ Point of Sale Materials (POSM) ได้แก่ Shelf Talker, Wobblers, Standee, หรือ Display Stand ที่ช่วยดึงดูดสายตาผู้ซื้อ ณ จุดขาย Research แสดงว่า POSM ที่ดีสามารถเพิ่ม Sales Velocity ได้ 15-30% ในช่วง Promotion Period ครับ
เครื่องมือที่สี่คือ Category Management ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับ Buyer ในการ Analyze ข้อมูลการขายทั้ง Category และเสนอ Recommendations ว่าควรจัด Shelf Layout ยังไงให้ยอดขายทั้ง Category เพิ่มขึ้น วิธีนี้ทำให้คุณกลายเป็น Trusted Partner ของ Buyer ไม่ใช่แค่ Supplier ครับ
เครื่องมือที่ห้าคือ Field Force Management หรือการบริหาร Merchandiser ที่ออก Visit ร้านค้าเพื่อตรวจสอบ Stock, จัด Display และ Report ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ จุดขาย แบรนด์ที่มี Field Force ที่แข็งแกร่งมักมี Sell-Through สูงกว่าแบรนด์ที่ไม่มีอย่างเห็นได้ชัดครับ
Trade Marketing Budget ควรตั้งเท่าไรสำหรับ SME
ผมเจอเจ้าของแบรนด์หลายคนที่เข้า Modern Trade แล้วตกใจว่าทำไมถึงไม่กำไรทั้งๆ ที่ยอดขายดีครับ คำตอบส่วนใหญ่คือไม่ได้ตั้ง Trade Marketing Budget ไว้ตั้งแต่แรก
สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเข้า Modern Trade ผมแนะนำให้ตั้ง Trade Spend ไว้ที่ 20-25% ของยอดขาย MT ซึ่งรวมทั้ง Listing Fee, Rebate, Markdown, POSM, และ Merchandising Cost ครับ ตัวเลขนี้ฟังดูสูง แต่ถ้าไม่ตั้ง Budget ส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ต้น มักทำให้ P&L ไม่ตรงกับความเป็นจริง
ฟังดูเหมือนลงทุนหนัก แต่ถ้ามองในมุม ROI แล้ว แบรนด์ที่ลงทุน Trade Marketing อย่างถูกต้องในปีแรกมักสร้าง Repeat Order และ Distribution Growth ที่ทำให้ Cost per Outlet ลดลงในปีที่สองและสามครับ
สรุป Key Takeaways
1. Trade Marketing ≠ Consumer Marketing: อย่าสับสน ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กัน แต่มีเป้าหมายและ Audience ต่างกัน
2. 76% ของการตัดสินใจซื้อเกิด ณ จุดขาย: In-store Execution สำคัญกว่า Advertising ในการขับเคลื่อนยอดขาย FMCG
3. ตั้ง Trade Spend 20-25% ตั้งแต่ต้น: ไม่ตั้ง Budget ส่วนนี้คือสาเหตุหลักที่ P&L ไม่ตรงกับที่คาด
4. Field Force คือ Competitive Advantage: แบรนด์ที่มีทีม Merchandiser ที่แข็งแกร่งขายได้ดีกว่าแบรนด์ที่ฝากทุกอย่างไว้กับ Distributor
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: Trade Marketing กับ Shopper Marketing ต่างกันยังไง?
A: Trade Marketing เน้น B2B หรือการสร้างความสัมพันธ์กับ Retailer และ Distributor ส่วน Shopper Marketing เน้น B2C2B หรือการเข้าใจพฤติกรรม Shopper ณ จุดขายเพื่อออกแบบ In-store Experience ที่ดีขึ้น ทั้งสองอย่างทำงานร่วมกันในกลยุทธ์ FMCG ที่สมบูรณ์
Q: SME ต้องการ Trade Marketing Team แยกหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องแยกทีมตั้งแต่ต้น แต่ต้องมีคนรับผิดชอบ Trade Marketing Functions ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Sales Manager หรือ Key Account Manager ที่รู้จัก Trade Term และ Category Management พื้นฐาน
Q: POSM ชิ้นไหนให้ ROI สูงที่สุด?
A: จากประสบการณ์ Shelf Talker และ Price Card ให้ ROI สูงที่สุดในแง่ Cost vs Visibility เพราะราคาผลิตต่ำแต่เพิ่ม Visibility ได้ดีมาก ส่วน Standalone Display Stand เหมาะสำหรับ Launch Period เพื่อสร้าง Trial
บทสรุป
Trade Marketing คือสะพานระหว่างการผลิตสินค้าดีกับการขายสินค้าได้จริงในร้านค้าครับ หลายแบรนด์ลงทุนกับ R&D, Packaging, และ Social Media Marketing มหาศาล แต่พอสินค้าถึงชั้นวาง In-store Execution กลับไม่มีแผนชัดเจน
คำถามที่ผมอยากฝากไว้คือ ถ้าวันนี้มีลูกค้าเดินเข้าร้านและมองหาสินค้าของคุณ พวกเขาจะเห็นสินค้าคุณได้ง่ายแค่ไหน และมีอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจหยิบสินค้าของคุณแทนคู่แข่งที่อยู่ข้างๆ ไหมครับ? นั่นแหละคือคำถามที่ Trade Marketing ต้องตอบได้ครับ
🚀 ต้องการความช่วยเหลือ? ต้องการวาง Trade Marketing Plan ที่ใช้ได้จริงใน Modern Trade? ทีม Subpayanunt ช่วยออกแบบ Trade Strategy ตั้งแต่ Shelf Negotiation ถึง Field Force Management ปรึกษาฟรีที่ subpayanunt.com |




Comments